วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ประวัติชุมชนบ้านนาคำไฮ




ประวัติชุมชนบ้านนาคำไฮ

นางเหมี่ยง   ทองผล  ผู้บอกเล่า      
นายบุญตา   ทวีบุตร  ผู้แต่ง 
7  เมษายน  2542
                                                                   วสันต์   บุญล้น  ผู้เรียบเรียงเบื้องต้น   
31 มกราคม  2560

       
              นับตั้งแต่การมาตั้งหมู่บ้านนี้  เมื่อปี  พ.ศ. 2483  นั้น 
ภูมิประเทศเป็นป่ากว้างมากไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด  ป่าแถบนี้เป็นป่าเต็งรัง  มีที่นาของตาด้วง  4  แปลง  ที่แกถางไว้เลี้ยงวัวตรงกุดหญ้าไซ  ต่อมามีชาวบ้านนาจิก  อำเภออำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี  ออกมาหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่  โดยมุ่งหน้าไปทางอำเภอภูเขียว  ซึ่งมีชื่อในสมัยนั้นว่าอำเภอผักปัง  พอไปเห็นก็เกิดความพอใจ  จึงกลับไปอพยพครอบครัวเดินทางมา  ครอบครัวทั้ง  8  ประกอบด้วย
                   1.นายโห  หรือสีโห  พันโนเรศ
                   2.นายพูน - นางน้อย  สุภาผล
                   3.นายห้าว - นางกอง  ทวีบท
                   4.นายป้อง - นางพร  ทองผล
                   5.นายจารย์น้อย  นางทัน  อรภา
                   6.นายลิด 
                   7.(ผู้เขียนจดจำไม่ได้)
                   8.นายทา  กำหอม (หลวงปู่ทา  อดีตเจ้าอาวาสวัดเชตวนาราม)  จากบ้านห้วยซัน  ภูเวียง
           ในคราวที่อพยพออกจากบ้านนาจิกนั้น  ญาติๆ  ได้ตามมาส่งเป็นระยะทาง  3  คืน  จึงกลับไป  พี่น้องบางคนต่างโอบกอดร้องไห้ร่ำลากัน  ด้วยระยะทางจากจังหวัดอุบลราชธานีมายังถิ่นฐานบ้านใหม่นั้นห่างไกลกันมาก  ชาตินี้อาจจะไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยก็เป็นได้  ดังคำกลอนที่ได้ประพันธ์ไว้ในเล่มนี้ว่า 
               “คนไปตายอยู่ข้างหน้า  บ่มีมื่อได้พบกัน”
           แล้วก็เป็นจริงตามนั้นก็มี  เช่น นางกอง  มารดาของผู้เขียน ได้ร่ำลาน้องสาว  คือนางกาดำ  ไชยแสง  ด้วยน้ำตานองหน้าก่อนจากกัน  นางกองได้มาเสียชีวิตที่บ้านนาคำไฮ  โดยไม่พบหน้านางกาดำ  น้องสาวอีกเลย  การอำลาจากกันในคราวนั้น  จึงเป็นการจากลากันของสองพี่น้องจนชั่วนิรันดร์  ทั้งนี้ก็เพราะการคมนาคมยังไม่เจริญนั่นเอง
           คณะผู้อพยพได้ออกเดินทางจากบ้านนาจิก  เมื่อเดือน 3  ขึ้น 3 ค่ำ  ปีฉลู  พ.ศ.2480  ในครั้งนั้น  ได้มีพระภิกษุ  2  องค์  คือ

               1.พระสุทธิ์  ธมฺมจารี(ชัยแสง)  หรือ  หลวงปู่พระครูพินิตสุทธิธรรม
               2.พระภิกษุจันทร์ (โปก)  ทวีบท 

           ได้ร่วมเดินทางมาเป็นมิ่งขวัญในขบวนผู้อพยพนั้นด้วย  โดยได้ผ่าน  เขตเมืองร้อยเอ็ด  ยางตลาด  ข้ามลำน้ำชี  ลำน้ำปาว  ลำน้ำพอง  จนไปถึงอำเภอผักปัง  จังหวัดชัยภูมิ  โดยได้ไปพักอยู่บ้านหนองศาลา  จากนั้นก็แตกแยกความคิดกัน  บางครอบครัวคิดจะกลับถิ่นเดิม  บางครอบครัวหวังไปตายดาบหน้า  ในที่สุดตกลงเดินทางไป  บ้านสวนกล้วยห้วยซัน  ภูเวียง  โดยครอบครัวนายโห  ไปอยู่บ้านหันบ้านเรือ  พากันปลูกกระท่อม  อาศัยผู้มาอยู่ก่อน  แบ่งที่นาให้ทำมาหากินไปพลางก่อน 
           พอเสร็จหน้านา  จึงพากันออกเสาะแสวงหาที่จะตั้งรกรากต่อไป  โดยออกไปเฉพาะหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น  โดยมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองหนองบัวลำภู  และได้ไปพบพ่อเฒ่าชาวบ้านนาวังเวิน  คนหนึ่ง  แกแนะนำว่า  จากนี้ไปทางทิศตะวันตก  ระหว่างบ้านหนองภัยศูนย์  กับบ้านกกค้อ  เช่น  ห้วยไฮ  เป็นต้น  เป็นที่ยังว่างเปล่าอยู่  จึงพากันไปดูและเกิดชอบพอ  จึงพากันจับจอง  เกี่ยวหญ้ามุงกระท่อมเสร็จแล้วกลับไปอพยพครอบครัวจากภูเวียงมาตั้งหลักปักฐาน 
            การผจญภัยในคราวมาตั้งหมู่บ้านนั้นมีมาก  เป็นต้นว่า  เจ็บป่วยล้มตายเพราะไข้ป่า  เผชิญกับความอดอยากและภัยจากธรรมชาติ  เช่น  พายุ เป็นต้น  ตลอดจนได้ถึงแก่มรณภาพของ  ญาคูโปก  หรือ  พระภิกษุจันทร์  ทวีบท  อีกองค์หนึ่งด้วย 
           ชาวบ้านได้เลือกที่ตั้งวัด  และดอนปู่ตาตามธรรมเนียมโบราณ  โดยสับเปลี่ยนไปตามที่ต่างๆ 
           ในการไปตั้งหมู่บ้านนี้  ได้อาศัยน้ำ  จากกุดหินตั้งเป็นหลัก  ซึ่งชาวบ้านได้ถือกันว่า  กุดหินตั้ง  คือ  แหล่งน้ำดั้งเดิมของหมู่บ้าน
           ในด้านการปกครอง  ได้เลือกเอา 
               นายกอง   โชติกาล  เป็นผู้ใหญ่บ้าน 
               นายเคน   สุภาผล  และนายสอน   บุญทอง  เป็นสารวัตร
               นายจารย์สม   พละศูนย์  เป็นทายก
               นายห้าว   ทวีบท  เป็นจ้ำ  หรืออารักษ์ศาลปู่ตา  โดยมีนายแดง   โสภามาตร  เป็นผู้ช่วย
           การเลือกชื่อหมู่บ้านนั้น  เนื่องจากขณะนั้นมีหญ้าไซขึ้นอยู่มาก  รอบๆ  บริเวณแหล่งน้ำ  จึงมีผู้เสนอว่า  ควรชื่อว่า 
               “บ้านกุดหญ้าไซ”
           แต่มีผู้เสนออีกว่า  ที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำธรรมชาติถึง  3  แหล่ง  คือ  หนองฝายใหญ่,  กุดหินตั้ง,  ลำห้วยไฮ  และชุมชนที่ตั้งหมู่บ้านนี้อยู่ใกล้ห้วยไฮ  มากที่สุด  จึงควรชื่อว่า 
               “บ้านคำไฮ” 
           และว่าผู้อพยพมาแรกเริ่มมาจาก  บ้านนาจิก  ควรจะมีคำว่า  “นา”  นำหน้าชื่อ  เพื่อเป็นการรำลึกถึงบ้านนาจิก  ถิ่นเดิม  จึงได้ตั้งชื่อว่า
               “บ้านนาคำไฮ”  สืบมา


วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

พิพิธภัณฑ์ชุมชน



ในงานวิจัยกรณีศึกษา  นักวิจัยอาจมีความเห็นว่า  สามารถดำเนินการได้โดยง่าย  เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายน้อยลง  การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำได้ง่ายขึ้น  แต่สำหรับงานวิจัยชุมชน  หลายครั้งที่พบว่า  ไม่สามารถค้นพบข้อมูลความจริงเพื่อเอามาใช้ในการวางแผนพัฒนาหรือแก้ปัญหาร่วมกันในระยะเวลาอันสั้น  ทั้งที่นักวิจัยได้เพียรซ้ำลงพื้นที่ครั้งแล้วครั้งเล่า 
           ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ?
           จากการทำงานร่วมกับชุมชนที่ผ่านมา  พบว่า  บางครั้งเราเห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น  บางครั้งเราเห็นในสิ่งที่ชุมชนอยากให้เห็น  ฉะนั้นหากอยากค้นพบข้อมูลความจริง  จึงต้องใช้เวลาเพื่อการศึกษา  เราต้องทราบว่าในอดีตและปัจจุบันชุมชนนี้เป็นอย่างไร  นักวิจัยต้องใช้ความคิดเชิงระบบวิเคราะห์ข้อมูล  และสังเคราะห์ข้อเท็จจริง 
           ถามว่าความจริงสำคัญมากขนาดนั้นเลยหรือ  คำตอบคือใช่  เพราะนักวิจัยเป็นอาชีพที่ต้องเข้าถึงความจริงให้ได้  หากไม่รู้  ย่อมวางแผนพัฒนาผิดพลาด  กระทบต่อชุมชนโดยรวม  เพราะสนามทดลองของนักวิจัยชุมชนไม่ได้อยู่ในแปลง  หรือห้องทดลอง  แต่อยู่ในชุมชน  อยู่กับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย    
           ยกตัวอย่างเช่น  ชุมชนชนบทห่างไกลแห่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องการเกษตร  เพาะปลูกผลผลิตไม่ดี  ขาดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค  ชาวบ้านอยากให้สร้างแหล่งน้ำให้  หาพันธุ์พืชผักมาให้ปลูก  หาพันธุ์ปลามาให้เลี้ยง  แต่เมื่อนักวิจัยลงพื้นที่บ่อยครั้ง  ทำให้ทราบว่า  แหล่งน้ำลำห้วยในชุมชนมีมากพอสำหรับอุปโภคบริโภค  คือ  มากกว่าชุมชนใกล้เคียง  มีลำห้วยสองสายไหลขนาบชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูง  แต่ที่นำน้ำมาใช้ไม่ได้เพราะชาวบ้านปลูกข้าวโพดรอบบริเวณที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเนินสูงในชุมชน  ใช้ยาฆ่าหญ้าและสารเคมีจำนวนมาก  เมื่อฝนตกน้ำชะล้างหน้าดินรวมถึงสารพิษลงไปรวมในแอ่งน้ำลำห้วย  ชาวบ้านจึงไม่กล้าเอาน้ำมาอุปโภคบริโภค  จะมีไม่กี่หลังคาเรือนที่มีตุ่มรองน้ำฝนเก็บไว้ใช้  ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้านำน้ำฝนมาใช้เพราะเห็นว่า  มีสารเคมีเจือปนอยู่ในอากาศด้วยเช่นเดียวกัน  หลายครัวเรือนในชุมชนจึงพึ่งน้ำประปา  เพื่อนำมาใช้อุปโภค  เลี้ยงสัตว์  ปลูกพืช  ส่วนน้ำดื่ม  ต้องใช้บริการบริษัทน้ำดื่ม  หรือเปิดจากถังกรองกลางหมู่บ้าน  ซึ่งทั้งหมดล้วนมีค่าใช้จ่าย 
           หากนักวิจัยไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้  ย่อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขุดบ่อ  แจกพันธุ์ผัก  พันธุ์ปลาให้ชาวบ้านตั้งแต่แรกที่มีการร้องขอ  แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข
           การลงพื้นที่ของนักวิจัยส่วนใหญ่ในเบื้องต้นจึงมักได้ข้อมูลระดับปรากฏการณ์  แม้ได้ข้อมูลมาจากการบอกเล่าของผู้นำชุมชน  ก็ใช่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องครอบคลุมเชื่อถือได้  การที่จะทราบว่าชุมชนนี้เป็นอยู่และมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร  เป็นสิ่งที่นักวิจัยอยากรู้  ข้อมูลมือสองในรูปแบบต่างๆ  สมควรนำมากระทบกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ  เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนาหรือแก้ปัญหาร่วมกับชุมชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
           ปัจจุบันพบว่าความเป็นมาของชุมชนถูกบันทึกไว้น้อยมาก  ส่วนใหญ่นักวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์จากผู้นำชุมชน  ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน  หรือหากโชคดีก็อาจได้ข้อมูลจาก  โรงเรียนประถมศึกษา  และวัดในหมู่บ้าน  ซึ่งก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้นเพราะสังคมชนบทปัจจุบัน  ระบบบ้าน  วัด  โรงเรียน  ไม่ได้เชื่อมประสานกันเหมือนในอดีต  บางโรงเรียนก็มีข้อมูลให้เฉพาะประวัติศาสตร์ชาติที่เรารู้กันอยู่แล้ว  การจะสอนเด็กให้สำนึกรักบ้านเกิด  ให้รู้จักบรรพบุรุษชาติพันธุ์ของตนเองจึงทำได้ยาก  หรือบทบาทของวัดในชุมชน  ในอดีตวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ  งานผ้าป่า  งานกฐิน  งานบุญต่างๆ  คนไปรวมกันทำบุญที่วัด  การเทศนาสั่งสอน  จึงทำได้ง่าย  ปัจจุบันเฉพาะวัดดังๆ  หรือวัดที่มีพระที่มีชื่อเสียง  คนจึงจะเข้าวัดกันเยอะ  วัดในชุมชนบางแห่งจึงถูกทิ้งร้าง  ไม่ได้รับความสนใจ  พระในวัดก็ไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับชุมชนถ้าไม่ได้รับกิจนิมนต์  โรงเรียนเองก็ไม่ได้นิมนต์พระมาสอนคุณธรรมจริยธรรมให้เด็ก  เพราะมีครูจริยธรรมคอยสอนเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว  การบ่มเพาะเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนจึงหายไป  คนที่เก็บของเก่าของโบราณไว้  ถ้าไม่นำไปขายเสียก่อนก็เก็บไว้ในโกดัง  ภาษาขอมที่จารึกบนใบลานถูกยกเป็นของสูงแต่ไม่มีใครในชุมชนอ่านออก  โบราณวัตถุเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ออกมาเล่าเรื่องให้คนอื่นได้รับรู้  โบราณสถานที่ตั้งอยู่ในชุมชน  แต่คนในชุมชนขาดความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานเหล่านั้น  ไม่มีส่วนในการบอกเล่า  ดูแลรักษา  คนตัวเล็กในชุมชนในครอบครัวชนบทจึงเหมือนไม่เคยดำรงอยู่  ตกรุ่นหลานรุ่นเหลนก็ไม่มีใครจำชื่อใครได้  แต่ตอบได้เพียงว่าเคย  มีอยู่  เพราะหากไม่มีบรรพบุรุษ  ลมหายใจของชุมชนในปัจจุบันก็คงไม่มี 

           จากที่กล่าวมา  ทำให้เราต้องดำเนินการ  เรื่อง  พิพิธภัณฑ์ชุมชน
           พิพิธภัณฑ์ชุมชน  เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนที่ยั่งยืน  คนในชุมชนจะต้องออกมาเล่าเรื่องของตนเอง  เล่าเรื่องพ่อแม่  ลุงป้าน้าอา  ปู่ย่าตายาย  บรรพบุรุษ  เล่าประวัติความเป็นมา  เล่าเรื่องสิ่งใกล้ตัว  เล่าว่าเป็นอยู่อย่างไร  ทำมาหากินอย่างไร  ดำรงชีวิตมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร  ความเชื่อเรื่องศาสนา  เรื่องผี  ประเพณี  วัฒนธรรม  การสร้างบ้านแปงเมือง  ผู้นำในอดีตเป็นใคร
           คนในชุมชนจะต้องบอกเล่า  เล่าด้วยภาษาและท่วงทำนองของตนเอง  เพราะคนในชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล  เป็นคนใน  
           ในเรื่องพิพิธภัณฑ์นี้  นักวิชาการอาจจะเห็นว่าทำได้ยาก  กรณีข้อมูลจัดแสดง  ก็ต้องนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่คนใน  แต่เป็นนักวิชาการที่สามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชาติมาเป็นหลักในการตรวจสอบข้อมูล  ในการนำเสนอข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ชุมชน  จึงไม่ควรกังวลเรื่องความถูกต้องของข้อมูลมากเกินไปจนไม่กล้านำเสนอ  หากคนในชุมชนได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วก็ควรนำเสนอได้  ทั้งนี้  หากในอนาคตมีการค้นพบข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือกว่า  คนในชุมชนจะร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลก็สามารถทำได้ 
           กรณีเงินทุน  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าในชุมชนมากกว่ารูปแบบพิพิธภัณฑ์  ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่โอ่โถง  หรูหรา  ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ  จัดแสงภายใน  สถานที่อาจเป็นมุมห้อง  หรือห้องทั่วไป  หรืออาคารหลังเล็ก  ที่มีอยู่ในชุมชน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม 
           กรณีสิ่งของจัดแสดง  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  อาจจะเล่าเรื่องของชุมชนตนเองและชุมชนใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกัน  โดยใช้สิ่งของที่มีอยู่  ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นของเก่าราคาแพงหายาก  เพราะหากมีราคาสูงอาจดึงดูดความสนใจของมิจฉาชีพ  การออกแบบจัดแสดงอาจเล่าเรื่องด้วยแผนที่ชุมชน  สิ่งของเครื่องใช้    ภาพถ่าย  เช่น  ขอความร่วมมือชาวบ้านที่มีภาพเก่านำมาให้นักวิจัยแสกนไฟล์เก็บภาพไว้  จากนั้นจึงคืนภาพต้นฉบับให้กับเจ้าของ  โดยขอข้อมูลภาพจากเจ้าของให้ระบุปี พ.ศ. และบุคคลสถานที่ที่อยู่ในภาพ              
            กรณีการบริหารจัดการ  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  ที่จัดตั้งแล้วล้มเหลวส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริหารจัดการไม่ดี  ขาดการวางแผนที่บูรณาการ  การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  การดำเนินงานที่ต่อเนื่อง  หรืออยู่ในกรอบของหลักการทางวิชาการมากเกินไป  เช่น  กำหนดคนดูแลต้องเป็นคนเรียนจบด้านพิพิธภัณฑ์  ต้องมีค่าจ้างค่าตอบแทนรายเดือน  ต้องเป็นบุคลากรภาครัฐ  ซึ่งในทางปฏิบัติไม่จำเป็น  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  ที่ตั้งอยู่ในวัด  คนดูแลอาจเป็นพระ  หรือมัคนายก  และควรเป็นคนในชุมชนที่มีจิตอาสา  เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน  สำหรับเรื่องค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงว่า  หากในอนาคตไม่มีงบประมาณในการบริหารจัดการ  พิพิธภัณฑ์ชุมชนจะยังคงอยู่ได้อย่างไร  หรือความเข้าใจว่าคณะทำงานต้องมีหลายฝ่ายจึงจะดำเนินการได้  ซึ่งในทางปฏิบัติอาจไม่จำเป็นต้องมาก  เช่น  ฝ่ายบริหาร  ฝ่ายวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูล  ฝ่ายลงทะเบียนวัตถุและจัดแสดง  ฝ่ายต้อนรับและนำเสนอข้อมูล  ส่วนการทำความสะอาด  ดูแลรักษาอาจช่วยกันดำเนินการ           
           การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ชุมชนให้มีความต่อเนื่อง  อาจใช้วิธีการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเป็นระยะ  อาจกำหนดเป็นสามเดือนต่อหนึ่งครั้ง  ในการจัดกิจกรรมแสดงผลงาน  หรือจัดประชุมกลุ่มเล็ก  จากทั้งภายนอกและภายในที่มีความน่าสนใจ  โดยสิ่งที่จัดแสดงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชุมชนแต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน  เช่น  นิทรรศการภาพถ่าย  นิทรรศการผ้าทอพื้นเมือง  การเสวนาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น  กิจกรรมชุมชนต่างๆ
           สำหรับพิพิธภัณฑ์ชุมชนบางแห่ง  ที่มีการจัดตั้งแล้วแต่เปลี่ยนสภาพเป็นโกดังเก็บของเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว  หรือคนในชุมชนเข้าชม  สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากขาดการบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวิถีการทำมาหากินของคนในชุมชน  เนื่องจากปัจจุบันคนในชุมชนต้องเผชิญกับสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม  เวลาเป็นต้นทุนในการทำมาหากิน  หากให้คนในชุมชนมาร่วมกันดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ชุมชน  โดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมนี้เลย  คงหาคนที่มีจิตอาสาเข้ามาดำเนินการได้ยากพอสมควร

           แนวทางหนึ่ง  คือ  การให้ความหมายของพิพิธภัณฑ์ชุมชน  อาจจะต้องสร้างความเข้าใจว่า  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  ไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับแสดงประวัติความเป็นมาของชุมชนเท่านั้น  พิพิธภัณฑ์ชุมชนอาจใช้เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวร่วมด้วย  ซึ่งถ้าใครต้องการข้อมูลที่สมบูรณ์ทั้งอดีตและปัจจุบันของชุมชน  จะต้องเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ชุมชน 


ภายในพิพิธภัณฑ์ชุมชน  ควรจัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์  ของกลุ่มอาชีพทางวัฒนธรรมในชุมชนที่สามารถจำหน่ายได้  โดยอาจใช้ฐานข้อมูลหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในการจัดหา  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จำนวนมากจากแหล่งผลิตของกลุ่มอาชีพทางวัฒนธรรม  ก็มีบริการเส้นทางท่องเที่ยว  และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
           พิพิธภัณฑ์ชุมชนบางแห่ง  อาจมีสถานที่เหมาะสมสามารถจัดสัดส่วนเป็นร้านค้าชุมชนได้ด้วย  อาจมีบริเวณโดยรอบเป็นสนามเด็กเล่น  เป็นที่ออกกำลังกาย  หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์อาจมีตลาดนัดผักปลอดสารพิษ  โรงเรียนในชุมชนควรกำหนดให้พิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน  กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง  และเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วม  ควรเชิญ  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล  ผู้นำชุมชน  ผู้อำนวยการโรงเรียน  เจ้าอาวาสวัดในชุมชน  เข้ามามีบทบาทเป็นกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์                
          สำหรับการศึกษาวิจัยชุมชน  การได้ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ชุมชน  ย่อมทำให้การเสาะแสวงหาความรู้ความจริงเพื่อวางแผนพัฒนาดำเนินการได้รวดเร็วทันต่อสภาวการณ์ที่เป็นอยู่  โดยข้อมูลที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชุมชนย่อมมีความน่าเชื่อถือพอสมควร  เพราะคนในชุมชนได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นำเสนอมาแล้ว  อาจมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงบ้างเมื่อเวลาผ่านไป  แต่นักวิจัยก็มีแนวทางในการศึกษา  เห็นความเป็นระบบของชุมชน  เห็นศักยภาพ  ความรักความสามัคคี  ศิลปวัฒนธรรม  ประเพณีอันดีงามที่คงอยู่ในชุมชน





วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การทอผ้าขิดไหมกุดแห่



          ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูมีการทอผ้าทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย  กระจายตัวอยู่ทุกอำเภอ  แต่กลุ่มที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากทั้งภายในจังหวัดและระดับประเทศ  คือ  “กลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2525  เนื่องจากชาวบ้านตำบลกุดแห่  จำนวน  5  คน  ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ในวโรกาสที่เสด็จวัดถ้ำกลองเพล  และมีโอกาสถวายชิ้นงานให้กับพระองค์ท่าน  และพระองค์ท่านได้ทรงรับสั่งให้ทอผ้าถวายอีกในวโรกาสต่อไป

           นอกจากนี้  พระองค์ได้ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ให้กับชาวบ้านที่ถวายงานเพื่อปลูกหม่อน  เลี้ยงไหม  รายละ  6,000  บาท  จำนวน  5 ราย  และทรงรับไว้ในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระองค์ท่าน


           ชาวบ้านตำบลกุดแห่  รู้สึกปลื้มปีติในพระมหากรุณา  จึงรวมตัวจัดตั้งกลุ่มขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2525  นางอำพร  วงษ์สมศรี  เป็นประธานกลุ่ม  จำนวนสมาชิก 37 คน  ในระยะแรกกลุ่มมีการทอผ้าหลายชนิด  ได้แก่  ผ้ามัดหมี่  ผ้าหางกระรอก  ผ้าขาวม้า  ผ้าโสร่ง  ผ้าพื้นเรียบ  และทอผ้าพื้นเมืองให้กับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ

            ต่อมาเมื่อหลวงปู่ขาว  อนาลโย  วัดถ้ำกลองเพล  มรณภาพ  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ไม่ได้เสด็จวัดถ้ำกลองเพลเพื่อทรงงานอีก  แต่ทรงมีรับสั่งให้ส่งชิ้นงาน  ณ  พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์  จังหวัดสกลนคร  ซึ่งชาวบ้านตำบลกุดแห่ได้ร่วมกันทอผ้าพื้นเมืองส่ง  และยังคงทอผ้าพื้นเมืองให้กับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ

             ปี พ.ศ.2532  นางลำดวน   นันทะสุธา  เป็นประธานกลุ่ม  สมาชิกทอผ้าพื้นเมืองตลอดทั้งปี  เริ่มพัฒนาลวดลายผ้าที่มีอยู่ให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น  ได้แก่  ผ้าลายเกล็ดเต่า  ผ้าลายลูกแก้ว  โดยส่งสมาชิกไปจำหน่าย  ณ  พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ทุกปี

           ปี พ.ศ.2536  สมาชิกกลุ่มเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า  ผ้าที่ทอขาดลวดลายสร้างสรรค์  แปลกใหม่  กลุ่มจึงได้ไปศึกษาดูงานการทอผ้าขิดไหมที่บ้านหนองอ้อ  อำเภอหนองวัวซอ  จังหวัดอุดรธานี      
      
           ปี พ.ศ.2539  กลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้เริ่มส่งผ้าเข้าประกวดที่กองทัพภาคที่ 2  ทุกปี 
โดยในปีนั้น  นางสมบัติ   ฉิมนิล  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าไหมพื้นเรียบ  และสร้อยคอทองคำ 50 สตางค์ พร้อมเหรียญตราสัญลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  พร้อมเงินรางวัล 3 พันบาท
           ปี พ.ศ.2540  นางอุบล   วงศ์ละคร  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  3 หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2542  นางหลุน   เลพล  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2544  นางบังอร   ต้นกัลยา  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชนะเลิศ  ประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  5 บาท  เงินรางวัล  6 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางเอื้อมคำ   แดนสวรรค์  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  3 บาท  เงินรางวัล  5 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางประดุง   สีมี  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางลำดวน   นันทะสุธา  ประธานกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภท
ผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางสมเภช   ดอนมั่น  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2545  นางรำพึง   โคตรสุวรรณ  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  5 บาท  เงินรางวัล  6 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางประดุง   สีมี  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ  ประเภทผ้าขิดไหม สร้อยคอทองคำหนัก  3 บาท เงินรางวัล  5 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางที   ป้องสี  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม  
เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นายบุญแปง   นันทะสุธา  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภท
ผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2546  นายวีระ   สีมี  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ  ประเภท ผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  4 บาท  เงินรางวัล  5  หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางลำดวน   นันทะสุธา  ประธานกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ  ประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  4 บาท  เงินรางวัล  5  หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2547  นายยอดยิ่ง   แดนสวรรค์  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  5 บาท  เงินรางวัล  6 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางแอม   วาสิงหล  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นายสงัด   แดนสวรรค์  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภทผ้าขิดไหม เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
               นางนุจรินทร์   นันทะสุธา  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชมเชย  ประเภท
ผ้าขิดไหม  เงินรางวัล  4 หมื่นบาท  พร้อมโล่
           ปี พ.ศ.2548  นางคำพันธ์   บุญทน  สมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้รับรางวัลชนะเลิศ  ประเภทผ้าขิดไหม  สร้อยคอทองคำหนัก  5 บาท  เงินรางวัล  6 หมื่นบาท  พร้อมโล่

           กล่าวได้ว่า  การทอผ้าพื้นเมืองของชาวบ้านตำบลกุดแห่  ได้รับการยอมรับจากสังคมว่ามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น  โดยภายหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน  ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ  โดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์   ทีขะระ  ซึ่งได้ให้แนวคิดการพัฒนาผ้าพื้นเมือง  ฝึกปฏิบัติให้กับชาวบ้านจนสามารถทอผ้าขิดฝ้ายที่มูลนิธิจัดส่งให้  เพื่อนำไปใช้เป็นผ้าม่านของวังสวนจิตรดา  จนในปัจจุบันชาวบ้านมีความชำนาญมากขึ้น  สามารถทอผ้าขิดไหมจนได้รับรางวัลจากการประกวดผ้าพื้นเมืองบ่อยครั้ง  ทั้งรางวัลพระราชทาน  รางวัลระดับภาค  รางวัลระดับประเทศ 

           ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าตำบลกุดแห่  ได้แยกกลุ่มออกเป็น  4 กลุ่ม 
               1.กลุ่มทอผ้าขิดไหมบ้านโพธิ์ค้ำ  ประธานกลุ่ม  คือ  นางลำดวน   นันทะสุธา
               2.กลุ่มทอผ้าขิดไหมบ้านศรีอุบล  ประธานกลุ่ม  คือ  นางเอื้อมคำ   แดนสวรรค์ 
               3.กลุ่มทอผ้าขิดไหมบ้านฝายแดง  ประธานกลุ่ม  คือ  นางประดุง   สีมี
               4.กลุ่มทอผ้าขิดไหมบ้านกุดแห่  ประธานกลุ่ม  คือ  นางสมเภช   ดอนมั่น

          การดำเนินงานของทั้ง  4  กลุ่ม  มีการเชื่อมประสานกันเป็นอย่างดี  ทั้งการออกแบบลวดลาย     การทอ  การส่งเสริมการขาย  มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  ปัญหาอุปสรรคในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ  การแยกกลุ่มในครั้งนี้ทำให้เกิดการสร้างงานในชุมชนทั้ง  4  หมู่บ้านมากขึ้น
          






นาคำไฮ โมเดล ผลจากการพัฒนาโจทย์วิจัยระดับชุมชน

เมื่อนักวิจัยพบว่า  ข้อมูลที่ได้มา  เป็นข้อมูลในระดับปรากฏการณ์ของชุมชน  เป็นข้อมูลที่นักวิจัยและคนในชุมชนได้ช่วยกันคิด  วิเคราะห์มาแล้ว  นักวิจัยจึงทำหน้าที่รวบรวมและจัดระบบ  ต่อเมื่อเวลาผ่านไป  นักวิจัยจึงดำเนินการสังเคราะห์และตีความจากข้อมูล  แล้วเอาความจริงที่ค้นพบมาสะท้อนกลับให้ชุมชนได้รับรู้  หาแนวทาง  และลงมือแก้ไขปัญหาร่วมกัน  กระบวนการเหล่านี้บางบริบทต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร  อาจใช้เวลาแรมเดือน  หลายเดือน  อาจเป็นปี  หรือหลายปี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย


           กล่าวเฉพาะปัญหาในชุมชน  ปัญหาบางอย่างมีความจำเป็นเร่งด่วน  บางอย่างมีความซับซ้อน  บางอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไป  บางอย่างอยู่ยาวมาจนถึงปัจจุบัน  และบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังสื่อสารกันอยู่นี้ การจัดการกับปัญหาแต่ละอย่างจึงแตกต่างกัน
 
           การดำเนินงานวิจัยชุมชน  จึงไม่ควรใช้ระยะเวลาการดำเนินงาน  เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของงานวิจัยชุมชนเสมอไป  ใช่ว่างานวิจัยชุมชนที่ดี  มีคุณภาพ  จะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน  เพราะหากความรู้ความจริงที่ค้นพบ  อุปมาเหมือนยาดีที่นักวิจัยเชื่อมั่นว่ารักษาปัญหาของชุมชนได้  ถูกนำมาใช้ไม่ถูกจุด  ไม่ทันการณ์   ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในหลายด้าน  แต่ปัญหาดังกล่าวอาจขยายตัวลุกลามจนยากจะแก้ไข

           สำหรับโครงการวิจัย  รูปแบบและแนวทางการพัฒนาผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู  ถูกออกแบบให้มีการดำเนินงานเชิงรุก  มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  โดยคำนึงถึงการกินดีอยู่ดีของครอบครัวคนทอผ้าพื้นเมือง  ทั้งนี้  เชื่อว่า  ถึงที่สุดแล้วคนที่ประกอบอาชีพทอผ้าอาจไม่จำเป็นจะต้องทอผ้าเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น  หากฟ้าฝนไม่อำนวย  ชาวบ้านทำการเกษตรไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น  อาชีพทอผ้าพื้นเมือง  อาจเป็นอาชีพทางเลือกที่จะทำให้คนหนองบัวลำภู  มีรายได้อย่างต่อเนื่อง  เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว      

ความเป็นมา    
           จากการจัดกิจกรรมพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัดหนองบัวลำภู  และเป็นที่ยอมรับของคนในจังหวัดหนองบัวลำภู  จำนวน  8  กลุ่ม  ได้แก่  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโพธิ์ค้ำ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนากลาง  หมู่ 7  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโนนสว่าง  กลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายแม่บ้านสิ่งแวดล้อมตำบลนาสี  ในวันที่  24-26  กุมภาพันธ์  2559  ณ  โรงแรมโชควิวัฒน์  เฮาส์  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภู  ที่ผ่านมา 


           ทำให้ได้โจทย์วิจัยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู  ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบและแนวทางการพัฒนาผ้าพื้นเมืองในภาพรวมของจังหวัด  ในรายละเอียดกำหนดแนวทางการพัฒนาสำหรับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองที่มีศักยภาพสูง  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองที่มีศักยภาพปานกลาง  และกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองที่กำลังพัฒนา  เป็นการศึกษาภาพใหญ่เพื่อให้เห็นโครงสร้างการดำเนินงาน  ศักยภาพและปัญหาอุปสรรค  ตลอดจนแนวทางการพัฒนาของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู

           ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานระยะต่อมา  คณะนักวิจัยและตัวแทนกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในจังหวัดหนองบัวลำภู  ได้มีความเห็นร่วมกันว่า  สมควรค้นหารูปแบบและแนวทางการพัฒนาในระดับชุมชน  สร้างชุมชนต้นแบบการพัฒนา  แล้วจึงขยายผลการเรียนรู้สู่กลุ่มอื่นๆ  ในอนาคต  ทั้งนี้ใช้วิธีการประเมินศักยภาพกลุ่มที่มีความพร้อม  โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในหลายประเด็น  จากนั้นจึงทดลองจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่  เพื่อประเมินความพร้อมด้านการจัดการ      

           กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง  เป็นกลุ่มที่นักวิจัยได้ตัดสินใจ  คัดเลือกให้นำร่องชุมชนต้นแบบการพัฒนา  เนื่องจากกลุ่มนี้มีการสืบทอดภูมิปัญญา  มีความเป็นชุมชนสูง  สมาชิกมีความสัมพันธ์กันในหลายด้านไม่จำเพาะความสัมพันธ์ทางธุรกิจเท่านั้น  สามารถพึ่งพาตนเองได้  มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน  มีผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง  สมาชิกมีทักษะการดำเนินงานในบทบาทหน้าที่ของตน  และมีจำนวนคงอยู่ถาวร  ยอมรับกฎกติกากลุ่มร่วมกัน  มีรายได้จากการจำหน่ายผ้าพื้นเมืองสม่ำเสมอ  มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่สมาชิกกลุ่มยอมรับและเห็นว่ามีความยุติธรรม

           ที่สำคัญที่สุด  ก็คือ  ประธาน  ที่ปรึกษา  และสมาชิกกลุ่ม  มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา  ผลักดันให้การทอผ้าพื้นเมืองในพื้นที่  สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวหนองบัวลำภู  จนสามารถเป็นทางเลือก  ใช้ประกอบเป็นอาชีพหลัก  นอกเหนือจากอาชีพในภาคเกษตรกรรม 

           การออกแบบกิจกรรมการพัฒนาโจทย์วิจัยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  คณะนักวิจัย  ได้
กำหนดจัดกิจกรรมเป็น  2  ช่วง  ช่วงแรก  เป็นการวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาอุปสรรคร่วมกัน  เพื่อพัฒนาโจทย์วิจัยระดับชุมชน  ระหว่างวันที่  1- 3  พฤษภาคม  2559  ณ  ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  ช่วงที่ 2  เป็นการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ระหว่างวันที่  4- 6  พฤษภาคม  2559  ณ  ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ

           มีเป้าหมายหลัก  3  ประการ  คือ
           ประการที่ 1  เพื่อพัฒนาโจทย์วิจัยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  ซึ่งเป็นโจทย์วิจัยระดับชุมชน  ต่อยอดจากโจทย์วิจัยในระดับจังหวัดที่เคยจัดกิจกรรมไปแล้ว 
           ประการที่ 2  เพื่อแก้ปัญหาจากโจทย์วิจัย  โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม

           ประการที่ 3  เพื่อทดลองจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่ต้นแบบ  เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของชุมชน  เช่น  การบริหารจัดการกลุ่ม  ทัศนคติ  ความสนใจ  ความพร้อมเพรียง  และความกระตือรือร้นของสมาชิก  ความพร้อมของอาคารสถานที่  ศักยภาพในการจัดการอาหารพื้นบ้าน  เป็นต้น


การดำเนินงาน
           การจัดกิจกรรมช่วงแรก  อาจารย์บุญเสริฐ   เสียงสนั่น  และอาจารย์วิเชียร   สอนจันทร์  วิทยากรกระบวนการ,  อาจารย์วสันต์   บุญล้น  หัวหน้าโครงการ,  นักวิจัยวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู,  แกนนำกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ,  ได้ร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาอุปสรรคของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  เพื่อเก็บประเด็นทั้งหมด  และถอดบางประเด็นที่เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน


           จากนั้น  ได้นำประเด็นเข้าสู่ที่ประชุมสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ 

           ผลปรากฏว่า  สมาชิกกลุ่มมีความเห็นร่วมกันว่า  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  เป็นกลุ่มที่ทอผ้าลายขิดสลับหมี่  เป็นลายเอกลักษณ์เนื้อผ้ามีสัมผัสอ่อนนุ่มจากการหมักน้ำข้าวพันธุ์พื้นเมือง  สีสันออกแบบเป็นสีพื้น  ไม่ฉูดฉาด  จึงได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อ  กลุ่มนี้จึงไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ 

           การบริหารจัดการกลุ่ม  นางพันธ์   สุภาผล  เป็นที่ปรึกษากลุ่ม  นายกิติพันธ์   สุทธิสา  เป็นประธานกลุ่ม  นางเทวา  สุทธิสา  เป็นผู้ช่วยประธานกลุ่ม  ในส่วนบริหารทำหน้าที่หาช่องทางการจำหน่าย  กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิก  ประเภท  ราคา  และควบคุมคุณภาพผ้าทอ  ออกแบบลวดลายใหม่ๆ  และกรรมวิธีการทอเพื่อถ่ายทอดแก่สมาชิก  จัดการปริมาณการผลิตให้สัมพันธ์กับความต้องการของตลาด  หาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกลุ่ม  และจัดการปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม     

           สมาชิกกลุ่ม  ได้แบ่งบทบาททำหน้าที่  เลขานุการ  เหรัญญิก  ประชาสัมพันธ์  และหน้าที่อื่น  เช่นเดียวกันกับกลุ่มผ้าทออื่นๆ  กลุ่มนี้มีการประชุมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ  มีกฎกติกาที่ยอมรับร่วมกันชัดเจน   มีการชี้แจงทำความเข้าใจรายรับรายจ่าย  มีการแบ่งปันผลประโยชน์ตามกำลังการผลิตที่แต่ละคนทำได้  กลุ่มนี้จึงไม่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการกลุ่ม

          สำหรับกำลังการผลิตและคุณภาพผ้าทอของกลุ่ม  มีกำลังการผลิตต่อเดือน  ผ้าขิด  ประมาณ  1,000  เมตร  ผ้าพื้น  ประมาณ  500  เมตร  ผ้าของกลุ่มได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช.)  และกำหนดมาตรฐานกลาง  ให้ผ้าทอของกลุ่ม  ทอแน่น  ไม่โปร่งบาง  โดยกำหนดขนาดฟืมต้องไม่ต่ำกว่า  1,200 ฟันฟืม  ต่อเมตร  ผ้าจึงจะทอแน่นมีความละเอียด  เนื้อผ้ามีความอ่อนนุ่ม  สีไม่ตก  ทนต่อแสงแดดและการซักรีด  น้ำที่ใช้ย้อมมีความเป็นกลางไม่ทำให้เกิดอาการแพ้แก่ผู้สวมใส่  ส่วนน้ำหมักข้าวพันธุ์พื้นเมืองต้องนำน้ำซาวข้าวมาทิ้งไว้ให้ตกตะกอน  แล้วรินน้ำส่วนบนที่ไม่ตกตะกอนนำมาหมัก  ผ้าจึงจะมีกลิ่นหอมและอ่อนนุ่ม  หากหมักผ้าลงในน้ำที่ตกตะกอน  ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง  จะทำให้เนื้อผ้าแข็งกระด้าง  ไม่น่าสวมใส่


           กระบวนการผลิตผ้าพื้นเมือง  สามารถแบ่งอย่างง่ายเป็น  2  ขั้นตอนใหญ่ๆ  ได้แก่  การเตรียมเส้นพุง  เส้นยืน  และการทอ

           สำหรับสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  การทอเป็นขั้นตอนที่สมาชิกกลุ่มทุกคนทำได้  ทำเป็น  มีความเชี่ยวชาญ  เนื่องจากเป็นคุณสมบัติที่สมาชิกจะต้องมี  จึงจะสามารถรับเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มได้  และขั้นตอนการย้อมก็ถือเป็นขั้นตอนที่ทุกคนทำได้  แม้มีเทคนิคแตกต่างกันเล็กน้อย  แต่ให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกันมากนัก  เมื่อรวมระยะเวลาการผลิตแล้ว  ผ้าทอแต่ละม้วนสมาชิกกลุ่มใช้ระยะเวลาการผลิตไม่ต่ำกว่า 2 เดือน  เมื่อสอบถามคณะกรรมการบริหารกลุ่มก็พบว่า  ปัจจุบันกลุ่มประสบปัญหาเรื่องการผลิตไม่ทันตามความต้องการของตลาด  โดยเฉพาะในช่วงฤดูทำนา  ทำไร่อ้อย 

          ในอดีตที่ผ่านมา  คณะกรรมการบริหารกลุ่มใช้วิธีการรับซื้อผ้าทอจากสมาชิกเพื่อกักตุนไว้  โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ถึงเดือนพฤษภาคม  ซึ่งสมาชิกกลุ่มจะทอผ้ามาก  เนื่องจากยังไม่ถึงฤดูทำการเกษตร  แต่อย่างไรก็ตาม  วิธีการนี้  เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ขาดความยั่งยืน  เนื่องจากออเดอร์สั่งซื้อจากลูกค้าในแต่ละปีมีจำนวนมาก  และมักกำหนดส่งผ้าทอในห้วงเวลาจำกัด  เมื่อกลุ่มไม่สามารถผลิตให้ทันตามความต้องการ  ลูกค้าจึงขาดความเชื่อมั่น  และมักจะเปลี่ยนไปสั่งผ้าทอประเภทอื่นจากกลุ่มอื่นแทน

           คณะนักวิจัย  และสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  จึงมีความเห็นร่วมกันว่า  กลุ่มประสบปัญหาเรื่องการผลิตไม่ทันตามความต้องการของตลาด  แต่จะอยู่ในขั้นตอนใดนั้น  ยังไม่สามารถระบุได้  แต่จะต้องไม่ใช่ขั้นตอนการทอแน่นอน  เพราะขั้นตอนนี้สมาชิกทุกคนมีความเชี่ยวชาญ  และสามารถทอได้อย่างน้อยคนละ  2  เมตรต่อวัน

           นับเป็นปัญหาที่ท้าทาย  สำหรับคณะนักวิจัย  และสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ

           ในวันที่ 3  ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการพัฒนาโจทย์วิจัยระดับชุมชน  คณะนักวิจัย  และสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อค้นหา  ขั้นตอนสำคัญที่ทำให้การทอผ้าพื้นเมืองของกลุ่มมีความล่าช้า  จนได้ข้อสรุปว่า  มีอยู่  4  ขั้นตอน  ดังนี้
               1.การกรอด้าย
               2.การค้นและสืบเส้นยืน
               3.การสอดฟันฟืม
               4.การเก็บเขา
           สรุปเป็นโจทย์วิจัยระดับชุมชนของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ


          การจัดกิจกรรมช่วงที่สอง  อาจารย์จรูญ   พาระมี  และคณะ  วิทยากรปฏิบัติการนักวิจัยวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮได้นำโจทย์วิจัยระดับชุมชนของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  มาพิจารณาทั้ง 4 ขั้นตอน  ได้แก่  การกรอด้าย  การค้นและสืบเส้นยืน  การสอดฟันฟืม
การเก็บเขา  โดยให้สมาชิกกลุ่มสาธิตวิธีดั้งเดิมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในอดีต  ซึ่งมีความล่าช้า  จากนั้นอาจารย์จรูญ   พาระมี  และคณะ  ได้เสนอวิธีการที่ประยุกต์มาจากวิธีการเดิมที่เน้นการใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว  แต่ใช้ระยะเวลาน้อยลง  


            การกรอด้าย  สาธิตวิธีการทำ  และเสนอให้ใช้มอเตอร์ประยุกต์มาใช้  เพื่อประหยัดเวลา

            การค้นและสืบเส้นยืน  สาธิตวิธีการทำ  และเสนอให้ใช้น็อตวางทับเส้นด้ายที่หัวตะปูรางยึด  และใช้กระบอกไม้ไผ่ผิวเรียบรูดเส้นด้าย  แทนการใช้มือรูดเพื่อประหยัดเวลา  และช่วยการเรียงตัวของเส้นด้ายไม่ให้พันกัน

            การสอดฟันฟืม  จากเดิมที่ใช้  คนเดียวสอดใช้ระยะเวลาอย่างน้อย  3  วันต่อฟืม  สาธิตวิธีการทำ  และเสนอให้ใช้  2  คนช่วยกัน  โดยตั้งฟืมในแนวตั้ง  คนแรกทำหน้าที่ใช้เล็บกดฟันฟืม  แล้วใช้ไม้สอดฟันฟืมไปฝั่งตรงข้าม  อีกคนหยิบด้ายลงมาทีละเส้นเพื่อคล้องปลายไม้  วิธีการนี้ใช้เวลาไม่เกิน  30  นาทีต่อฟืม  จึงถือว่าประหยัดเวลาลงไปได้มาก

           การเก็บเขา  สาธิตวิธีการทำ  และเสนอให้ใช้ไม้แผ่นสั้นมาช่วยในการทำงาน  เพื่อความสะดวกรวดเร็ว
           จากการทดลองปฏิบัติของสมาชิกกลุ่มทุกคน  พบว่า  ทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถทำได้  แต่จะมีความชำนาญแตกต่างกัน  บางคนถนัดสอดฟันฟืม  บางคนถนัดเก็บเขา  ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานในกระบวนการทอผ้า  ความถนัด  และความสนใจ 


           ภายหลังการฝึกปฏิบัติเสร็จสิ้น  สมาชิกทุกคนเห็นว่า  หากฝึกปฏิบัติจนมีความชำนาญทุกขั้นตอน  ปัญหาเรื่องการผลิตไม่ทันตามความต้องการของตลาดของกลุ่มก็จะหมดไป  จึงกล่าวได้ว่าการดำเนินงานครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย  รูปแบบและแนวทางการพัฒนาผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู 
          แต่จะบรรลุเป้าหมายเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนหรือไม่นั้น  สมาชิกกลุ่มยังไม่แน่ใจ 
          อาจารย์วสันต์   บุญล้น  และคณะนักวิจัย  จึงได้นำเสนอนาคำไฮ  โมเดล  

          โดยมีความเชื่อว่ากลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  มีความเข้มแข็งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าสู่ชุมชนได้  เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนแล้ว  จึงส่งต่อนักท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มอาชีพอื่นเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้  โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรม  ทุนทางสังคม  การประชาสัมพันธ์  การคมนาคมที่ความสะดวกสบาย  และความร่วมมือจากกลุ่มอาชีพอื่น  ที่มีอยู่ในชุมชน  เช่น  กลุ่มข้าวฮาง  กลุ่มเกษตรอินทรีย์  กลุ่มอาหาร  กลุ่มศิลปินพื้นบ้าน  เป็นต้น 

           ในระดับชุมชน  อนาคตอันใกล้  ควรได้มีการหารือแนวทางการกำหนด  “แผนที่ท่องเที่ยวโดยชุมชน”  ในพื้นที่ตำบลนาคำไฮ  โดยเชิญตัวแทนกลุ่มอาชีพทุกกลุ่ม  ตัวแทนหน่วยงานในพื้นที่  วัด  สถานศึกษา  ผู้นำชุมชน  มาค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของนาคำไฮ  ร่วมกันออกแบบ  หาแนวทางพัฒนากลุ่ม  ตลอดจนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนร่วมกัน  เพราะลำพังการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพใดอาชีพหนึ่ง  หากไม่บูรณาการความร่วมมือกับกลุ่มอาชีพอื่นในชุมชนแล้ว  ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้  

           ในระดับจังหวัด  อนาคตอันใกล้  ควรได้มีการหารือแนวทางการกำหนด  ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวกลุ่มอาชีพ  ซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู  เช่น  กลุ่มทอผ้า  กลุ่มข้าวฮาง  กลุ่มเกษตรอินทรีย์  เป็นต้น  ทั้งนี้  ควรเชื่อมโยงกับการจัดการที่พักขนาดเล็ก  อาหารพื้นบ้าน  และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม  เช่น  ถ้ำเอราวัณ  วนอุทยานน้ำตกเฒ่าโต้  พิพิธภัณฑ์หอยหินโบราณ  ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ  วัดถ้ำกลองเพล  เป็นต้น

           นาคำไฮ  โมเดล  เป็นผลจากการพัฒนาโจทย์วิจัยระดับชุมชน  เป็นทางเลือกการพัฒนาที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  ที่คณะนักวิจัยเชื่อมั่นว่าชุมชนอื่นๆ  ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูที่มีบริบทคล้ายกันอาจนำไปประยุกต์ใช้ได้  เพื่อเป้าหมายเดียวกัน  คือ  “เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน”

โจทย์วิจัยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู

งานวิจัยชุมชน  หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าความคิดเห็นของนักวิจัยที่มีต่อผลการดำเนินงาน  ก็คือ  สรุปผลการวิจัยดีๆ  นี่เอง  ฉะนั้นการทำงานกับชุมชนจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง  ทั้งความคิดเห็น  และการกระทำ  โดยไม่เผลอไปสร้างความคาดหวังให้กับชุมชนมากเกินไป

  
ขอนำเรียน  พี่น้องนักพัฒนาว่า  บนเส้นทางการพัฒนา  ชาวบ้านไม่ใช่ภาชนะว่างเปล่า  นักวิจัยจึงไม่ควรคิดแทน  แต่ควรคำนึงถึงความเป็นมาและสิ่งที่ชุมชนมีอยู่   ควรทำหน้าที่เชื่อมประสานอดีตกับปัจจุบัน  ปัจจุบันกับสิ่งที่ชุมชนคาดหวังในอนาคต  และนักวิจัยต้องเลิกมองชาวบ้านเป็นคนนอก  เป็นเครื่องมือ  เป็นใครก็ได้ที่สามารถให้ข้อมูลกับเรา 

กระบวนทัศน์เดิมที่มุ่งแสวงหาความรู้ความจริง  ผ่านกระบวนการวิจัยที่เข้มงวด  จนละเลยการนำความจริงมาใช้ประโยชน์จึงสมควรได้รับการทบทวน  

ธรรมชาติของงานวิจัยชุมชนจึงเป็นงานกรณีศึกษา  ไม่สามารถอนุมานผลการศึกษาไปยังชุมชนอื่นโดยตรง  ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้เหมือนในห้องทดลอง  เวลาเปลี่ยน  บริบทชุมชนเปลี่ยน  ความจริงที่เคยค้นพบไม่สามารถนำมาใช้ได้ 

สำหรับบทความนี้  กระผมขอนำเสนอผลการพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกับชาวบ้าน  โดยเฉพาะชาวบ้านที่ทอผ้าได้  ทอผ้าเป็น  จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในจังหวัดหนองบัวลำภู  ภายใต้ชื่อโครงการวิจัย  รูปแบบและแนวทางการพัฒนาผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู  ซึ่งมีปรัชญาการดำเนินงาน  พัฒนาคนผ่านกระบวนการวิจัย  สู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม กำหนดวัตถุประสงค์    หนึ่ง  เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยชุมชน    สอง  เพื่อค้นหารูปแบบและแนวทางการพัฒนาผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู    สาม  เพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองหนองบัวลำภู    สี่      เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผ้าพื้นเมืองหนองบัวลำภูกำหนดกิจกรรม    หนึ่ง  เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง    สอง  พัฒนาโจทย์วิจัย    สาม  ทดลองปฏิบัติการ    สี่      สรุป  ประเมินผล  ถอดบทเรียน  สร้างองค์ความรู้    ห้า    นำไปใช้ในพื้นที่  ขยายผลการเรียนรู้    หก    กิจกรรมสนับสนุน  ปัจจุบันคณะนักวิจัยได้ดำเนินงานมาถึง  กิจกรรมที่สอง  พัฒนาโจทย์วิจัย  และดำเนินการกิจกรรมที่หก  ซึ่งเป็นกิจกรรมสนับสนุนเป็นระยะ 
           จากการศึกษาวิจัย  โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล  เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกับตัวแทนกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  เป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น  จำนวน  8  กลุ่ม  ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัดหนองบัวลำภู  ได้แก่  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโพธิ์ค้ำ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนากลาง  หมู่ 7  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโนนสว่าง  กลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายแม่บ้านสิ่งแวดล้อมตำบลนาสี
               พบว่า  กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนโดยคำนึงถึงศักยภาพและข้อจำกัดของกลุ่มทอผ้าเป็นสำคัญ  มีรายละเอียด  ดังนี้
               กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าลายขิดสลับหมี่  จากปณิธานของคุณแม่พันธ์   สุภาผล  ที่ต้องการประยุกต์ผ้าลายสามกษัตริย์ที่เป็นลายเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดอุดรธานีในอดีต(เดิมหนองบัวลำภูเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี)  ให้มีความทันสมัย  ตอบสนองความต้องการของตลาด  กลุ่มทอผ้าได้ทอผ้าที่มีสัมผัสอ่อนนุ่มจากการหมักน้ำข้าวพันธุ์พื้นเมือง  ออกแบบ  เลือกโทนสีผ้า  กำหนดให้เป็นสีพื้นที่มีความร่วมสมัย  ไม่ฉูดฉาด  คนทั่วไปสามารถใช้ได้เนื่องจากสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส  ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและหรูหรา  กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นคนวัยทำงาน  คนชั้นกลางในสังคมปัจจุบัน  ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการยอมรับและส่งจำหน่ายทั่วประเทศ     

           กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโพธิ์ค้ำ  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าขิดไหม  เป็นการทอผ้าด้วยกรรมวิธี  เขี่ย  หรือสะกิดเส้นด้ายยืนขึ้น  แล้วสอดเส้นพุ่งไปตามแนวเส้นยืน  จังหวะการสอดเส้นพุ่งจะทำให้เกิดลวดลายรูปแบบต่างๆ  การออกแบบลายขิด  สร้างจากจินตนาการของคุณแม่ลำดวน  นันทะสุธา        ครูภูมิปัญญาในพื้นที่  ลวดลายใหม่ๆ  ถูกคิดค้นออกมาอย่างต่อเนื่อง  โดยจินตนาการขึ้นจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว  วัฒนธรรมประเพณีอีสาน  ประสบการณ์  ความเชี่ยวชาญในการทอผ้า  ทำให้ผ้าขิดไหมบ้านโพธิ์ค้ำ  มีความหรูหรา  ทรงคุณค่า  ได้รับการยอมรับทั้งจากคนในพื้นที่  และคนต่างจังหวัด  ในปี  พ.ศ.2558  ผ้าลายคำขวัญจังหวัดหนองบัวลำภู  ของกลุ่มทอผ้าได้รับรางวัลชนะเลิศ  อันดับ 1  OTOP  2015  ระดับประเทศ  เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป  กลุ่มลูกค้าของกลุ่มทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง  นักสะสมหรือผู้ที่มีความนิยมผ้าพื้นเมืองเป็นพิเศษ  เนื่องจากผ้าแต่ละผืนของกลุ่ม  ผลิตจากเส้นไหมคุณภาพ  มีกรรมวิธีผลิตที่ละเอียดซับซ้อน  ต้องใช้ความชำนาญ  และความอดทนของผู้ทอสูง   

           กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนากลาง  หมู่ 7  เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นใหม่  ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอนาวัง  เป็นกลุ่มที่เรียนรู้ประสบการณ์จากกลุ่มอื่น  เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ  มีเอกลักษณ์  และตอบสนองความต้องการของตลาด  สมาชิกกลุ่มมีความรักความสามัคคี  เนื่องจากรูปแบบการมีส่วนร่วมไม่จำเพาะการทอผ้าเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางสังคม  การมีส่วนร่วมกับหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง             ที่ผ่านมากลุ่มทอผ้าให้ความสำคัญกับอุปสงค์ของผู้ซื้อเป็นหลัก  แต่ต่อมาได้พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างเอกลักษณ์  มองหาจุดยืนในตลาดผ้าทอ  แต่ยังคงมีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน  วัสดุราคาไม่แพง  คนพื้นถิ่นสามารถซื้อหาได้  ปัจจุบัน  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนากลาง  หมู่ 7  จำหน่ายทั้งผ้าผืนและผ้าสำเร็จรูป  กลุ่มลูกค้าเป็นคนวัยทำงาน  โดยเฉพาะชาวหนองบัวลำภู  ที่ต้องการผ้าสำเร็จรูปราคาไม่แพงมากนัก  รูปแบบไม่หรูหราเกินไป

           กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าไหมพื้นเมือง  กลุ่มนี้มีสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ  ลวดลายบนผืนผ้าเป็นลวดลายเลขาคณิต  เช่น  ลายข้าวหลามตัด  ลายขัดพื้นฐาน  ลายคลื่นทะเล  ซึ่งลวดลายเหล่านี้  พบเห็นได้ทั่วไปในท้องตลาด  แต่จากการส่งเสริมของกรมหม่อนไหม  ทำให้สมาชิกกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอง  ไหมที่ได้จึงเป็นไหมพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางจิตใจ  กล่าวได้ว่า  ผ้าทุกผืนของกลุ่มมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของสมาชิกกลุ่ม  การทอผ้าแต่ละผืนจึงต้องใช้ระยะเวลามากกว่ากลุ่มอื่นๆ  ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าชาวหนองบัวลำภู  เมื่อมีงานบุญกฐิน  บุญผ้าป่า  งานแต่งงาน  หรืองานประเพณีอื่นๆ  ก็มักจะเป็นที่ทราบกันว่าต้องมาซื้อหาที่กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  
              กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าลายกุดกวางสร้อย  ซึ่งออกแบบลายจากโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในพื้นที่  กลุ่มนี้มีหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุนหลายฝ่าย  โดยออกแบบพื้นที่ให้มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน  บริการโฮมสเตย์  และมีคุณสุมามาลย์   เต๋จ๊ะ  ประธานกลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  เป็นผู้ให้ความรู้  และส่งเสริมการจำหน่าย  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มส่วนใหญ่จึงเป็นผ้าสำเร็จรูป  โดยเฉพาะชุดซาฟารีทั้งชายและหญิง  ซึ่งกลุ่มอื่นๆ  ไม่นิยมตัดเย็บ
            ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม  ผ่านการออกแบบ  การตัดเย็บ  การควบคุมคุณภาพ  จากกลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  แล้วส่งคืนมาจำหน่ายภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย                  กลุ่มลูกค้าที่สำคัญของกลุ่ม  คือ  บุคลากรของหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ  และเอกชน  ในจังหวัดหนองบัวลำภู  และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  ซึ่งต้องการผ้าสำเร็จรูปที่สะท้อนความเป็นหนองบัวลำภูบนผืนผ้า

            กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโนนสว่าง  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าลายราชวัตร  โดยคุณทองใบ   บุญแน่น  คิดค้นกระบวนการทอเป็น 4 ตะกอ  การให้เส้นยืน  เส้นพุ่ง  ที่มีความแตกต่าง  ผ้าทอที่ได้จะให้ความรู้สึกลึกลับ  น่าค้นหา  ให้ภาพ  3  มิติ  มองดูไม่เบื่อง่าย  โทนสีอยู่ในกลุ่มเทา  ดำ  น้ำตาล  ม่วง  สีสนิม  สีพื้นดิน
             กลุ่มทอผ้ามีสมาชิกเป็นคนในชุมชน  และชุมชนใกล้เคียง  กำหนดตารางการผลิตผ้าพื้นเมืองโดยไม่ให้กระทบต่องานในภาคเกษตรกรรม  สมาชิกจึงมีความพึงพอใจ  และให้ความร่วมมือในกิจกรรมของกลุ่มเป็นอย่างดี  กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว  คนวัยทำงานที่ต้องการผ้าทอที่แปลกตา  มีความสร้างสรรค์      

             กลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าแปรรูป  ทั้งที่เป็นเสื้อผ้าด้นมือ  ผ้าพันคอ  ผ้าคลุมไหล่  เนคไท  และผลิตภัณฑ์อื่นๆ  อีกมากมาย  โดยคุณสุมามาลย์  เต๋จ๊ะ  ประธานกลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ  มีปณิธานที่จะผลิตผ้าพื้นเมืองผนวกกับแนวคิดแฟชั่นยุคใหม่ให้ออกมาดูร่วมสมัย  คนทั่วไปสามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส  จากปณิธานดังกล่าว  ทำให้กลุ่มนี้  ไม่ได้อ้างอิงตลาดภายในจังหวัดหนองบัวลำภู  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจำหน่ายทั่วประเทศ  โดยมีร้านสาขาในกรุงเทพมหานคร  และจังหวัดอุดรธานี  การกำหนดราคาจึงอ้างอิงตลาดสากลทั่วไป                 ส่วนกลุ่มลูกค้าภายในจังหวัดที่สำคัญ  คือ  บุคลากรของหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ  และเอกชน  และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ  ซึ่งต้องการผ้าสำเร็จรูปที่สะท้อนความเป็นหนองบัวลำภูบนผืนผ้า  เช่นเดียวกันกับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย 

             กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายแม่บ้านสิ่งแวดล้อมตำบลนาสี  ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น  คือ  ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ  จากกระบวนการผลิตที่ใส่ใจทุกขั้นตอน  โดยนำเปลือกไม้ในพื้นที่  เช่น  เปลือกประดู่  เปลือกเพกา  เปลือกมะกอก  เปลือกยูคาลิปตัส  มาย้อมสร้างสีสันบนผืนผ้า  ทำให้ผ้าฝ้ายที่ได้มีเสน่ห์  มีสีสันที่เป็นเอกลักษณ์  เนื่องจากเปลือกไม้ต่างชนิดกันจะให้สีที่แตกต่างกัน  เปลือกไม้ชนิดเดียวกัน  แต่อายุไม้ไม่เท่ากัน  ก็ให้สีที่แตกต่างกัน  ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น  ภายหลังจากการเก็บเปลือกไม้เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการย้อมสี  ชาวบ้านจะใช้ดินโคลนที่อุดมสมบูรณ์โป่ะบริเวณปากแผลทันที  เพื่อรักษาเนื้อเยื่อ  ทอดระยะเวลาอีก 6 เดือน  จะสามารถเก็บเปลือกไม้บริเวณนั้นได้ใหม่  จึงถือได้ว่ากระบวนการผลิตผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาของชาวหนองบัวลำภู                กลุ่มลูกค้าของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวที่นิยมความเป็นธรรมชาติ  และกลุ่มธรรมชาติบำบัดที่เชื่อว่าเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติแล้วจะช่วยบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บบางประเภท  เช่น  โรคภูมิแพ้  โรคผิวหนัง  โรคไซนัส  เป็นต้น

             

แนวทางการพัฒนากลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู  แบ่งออกได้เป็น  3  กลุ่ม  ดังนี้
            1.กลุ่มที่มีศักยภาพสูง  ได้แก่   กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโพธิ์ค้ำ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านโนนสว่าง  กลุ่มเย็บผ้าด้วยมือขวัญตาผ้าทอ                   กลุ่มเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองได้  มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน  มีผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง  สมาชิกมีทักษะการดำเนินงานในบทบาทหน้าที่ของตนและมีจำนวนคงอยู่ถาวร  ยอมรับกฎกติกากลุ่มร่วมกัน  ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาอุปสรรคร่วมกัน  มีรายได้จากการจำหน่ายผ้าพื้นเมืองสม่ำเสมอ  มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่สมาชิกกลุ่มยอมรับและเห็นว่ามีความยุติธรรม                      สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป คือ  การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  โดยขยายกรอบการพัฒนาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายคนในชุมชน  ซึ่งไม่จำเพาะกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองเท่านั้น
                   ในระยะแรกของการพัฒนา  อาจทดลองจัดประชุมในพื้นที่ต้นแบบ  เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริง  และกระจายรายได้สู่ชุมชน                         โดยอาจใช้แนวคิด  การท่องเที่ยวโดยชุมชนเข้ามาต่อยอด  เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีทุนด้านผ้าทอพื้นเมือง(สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถควรส่งเสริมให้เป็นวิทยากร),  กลุ่มอาชีพอื่นในชุมชน(กลุ่มข้าวฮาง  กลุ่มผู้สูงอายุ  กลุ่มจักสาน  กลุ่มเกษตรอินทรีย์),  อาหารพื้นบ้านอีสาน(ส้มตำ  แกงหน่อไม้  แกงอ่อม  ลาบปลา  ลวกผักหวาน  หมกเห็ด  ยำไข่มดแดง  ข้าวต้มมัด  น้ำสมุนไพร),  ป่าชุมชน(ส่งเสริมไกด์ท้องถิ่น  การดูแลรักษาป่าร่วมกัน),  การแสดงพื้นบ้าน(หมอลำ  หมอแคน),  การสู่ขวัญ(ส่งเสริมอาชีพการทำบายศรีสู่ขวัญ  การสร้างไวยาวัจกรณ์รุ่นใหม่)  และอื่นๆ                   ทั้งนี้  ใช้กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าสู่ชุมชน  เพื่อสร้างอาชีพ  และกระจายรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพอื่น  จนบรรลุเป้าหมายการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในภาพรวม  
               2.กลุ่มที่มีศักยภาพปานกลาง  คือ  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อย
                   กลุ่มนี้มีทุนทางวัฒนธรรม  ทุนทางสังคม  และทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ทำให้กลุ่มทอผ้า  ดำเนินการอยู่ได้  แต่ขาดผู้นำ  หรือผู้รู้ด้านผ้าพื้นเมืองในชุมชนที่เข้มแข็ง  กลุ่มจึงยังต้องอาศัยบุคคลภายนอกชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ  โดยปัจจุบันบุคคลหรือหน่วยงานยังไม่สามารถถอนตัวออกได้  เนื่องจากหลายปัจจัย  ทำให้กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อยไม่สามารถดำเนินการได้เอง  ขาดความเป็นเอกภาพ  แต่มีข้อดี  คือ  มีรายได้จากการจำหน่ายผ้าพื้นเมืองสม่ำเสมอ                    สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป คือ  การสร้างผู้นำกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดกวางสร้อยที่แท้จริง                   โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  ตั้งแต่ร่วมคิด  ร่วมวางแผน  ร่วมทำ  ร่วมรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน  การกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ต้องมีความชัดเจน  ไม่ซ้ำซ้อน  ทุกส่วนที่เข้าไปต้องมีเป้าหมายเดียวกัน  คือ  ให้ชุมชนกุดกวางสร้อยพึ่งตนเองได้                   ทั้งนี้เมื่อเห็นว่าชุมชนมีความพร้อม  จึงขับเคลื่อนแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต่อไป                3.กลุ่มกำลังพัฒนา  ได้แก่  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนากลาง  หมู่ 7  กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายแม่บ้านสิ่งแวดล้อมตำบลนาสี
                   กลุ่มเหล่านี้  สมาชิกกลุ่มมีบทบาทในชุมชน  การดำเนินงานของกลุ่มผูกติดอยู่กับความเป็นไปในชุมชน  มิได้มุ่งผลิตเพื่อจำหน่าย  แต่เป็นการผลิตตามฤดูกาลที่ว่างเว้นจากการทำงานอื่น  ซึ่งอาจเป็นเพราะกำลังการผลิต  ศักยภาพและการจัดการกลุ่ม  การประชาสัมพันธ์ไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย  การมีช่องทางการจำหน่ายจำกัด  ผลิตภัณฑ์ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์เป็นที่ยอมรับของสังคมได้  โดยเฉพาะชาวต่างจังหวัด  แต่อย่างไรก็ตาม  กลุ่มเหล่านี้มีผู้นำกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง  มีความกระตือรือร้น  สร้างโอกาสในการพัฒนากลุ่มอยู่เสมอ                   กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเพ็กเฟื้อย  จะมีสภาพแตกต่างจากกลุ่มอื่น  กลุ่มนี้สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ  มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง  มีความพึงพอใจกับสิ่งที่ดำเนินการอยู่  และรายได้ที่ได้รับ  แนวทางการส่งเสริมระยะแรกควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่  คนวัยทำงาน  เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม  เพื่อไม่ให้ขาดการสืบทอด                    สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป คือ  การใช้งานบริการวิชาการ  งานฝึกอบรมเข้าไปให้ความรู้  และฝึกปฏิบัติตามความต้องการของสมาชิกกลุ่ม  ทั้งนี้ต้องระมัดระวังบทบาทของวิทยากร  โดยสร้างความเข้าใจเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  ร่วมกันกับทุกฝ่าย